ระบบชาร์จรถ EV มีหัวชาร์จกี่แบบ แต่ละแบบต้องใช้เวลาในการชาร์จนานขนาดไหน

23

สำหรับใครที่กำลังคิดจะใช้งานรถไฟฟ้า EV สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือการเตรียม ระบบชาร์จรถ EV หรือที่เรียกกันว่าหัวชาร์จ ซึ่งในปัจจุบันสามารถติดตั้งภายในบ้านแล้ว หรือจะใช้บริการสถานีต่าง ๆ ก็ได้ โดยหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 แบบ โดยแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปดังนี้

  1. ระบบชาร์จรถ EV แบบ QUICK CHARGER

เป็นการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบรวดเร็ว เร่งด่วน โดยหัวชาร์จจะมีทั้งหมด 3 แบบคือ

แบบ CHAdeMO – เป็นระบบชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว นิยมใช้มากในญี่ปุ่น

แบบ GB/T – เป็นระบบชาร์จที่พัฒนาขึ้นในจีน ที่รองรับการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศ

แบบ CCS – ระบบนี้แบ่งย่อยได้เป็น 2 ประเภทคือ CCS TYPE 1 เป็นหัวชาร์จฯขนาดเล็ก นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับ CCS Type 2 จะมีชาร์จที่ใหญ่กว่า และมีกำลังไฟที่มากกว่า CCS TYPE 1 นิยมใช้ในยุโรป

  1. ระบบชาร์จรถ EV แบบ DOUBLE SPEED CHARGE

ระบบนี้เป็นการชาร์จแบบธรรมดาจากตู้ติดผนัง สามารถชาร์จได้รวดเร็วเพราะต่อสายจากไฟบ้านโดยตรง โดยหัวชาร์จจะมี 2 แบบ ดังนี้

TYPE 1 – นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา กับ ญี่ปุ่น

TYPE 2 – นิยมใช้ในแถบยุโรป

  1. ระบบชาร์จรถ EV แบบ NORMAL CHARGE

เป็นการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบธรรมดาด้วยเช่นกัน แต่มิเตอร์ไฟฟ้าต้องรองรับกระแสไฟฟ้าขั้นต่ำ 15(45)A และต้องเป็นเต้าสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น ไม่สามารถใช้เต้ารับแบบธรรมดาได้ โดยหัวชาร์จที่ใช้มีดังนี้

TYPE 1 – เป็นหัวชาร์จแบบกระแสสลับใช้กับแรงดันไฟฟ้าที่ 120 V หรือ 240 V นิยมใช้ในญี่ปุ่นกับทางทวีปอเมริกาเหนือ

TYPE 2 – เป็นหัวชาร์จแบบกระแสสลับเช่นกัน แต่รองรับแรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 120 V หรือ 240 V นิยมใช้ในยุโรป

ระบบชาร์จรถ EV ต้องชาร์จนานขนาดไหน

หากการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง QUICK CHARGER ที่มีความรวดเร็ว จาก 0% – 80% ทำได้ในเวลาประมาณ 40-60 นาที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจุพลังงานแบตเตอรี่

การชาร์จธรรมดาแบบ DOUBLE SPEED CHARGE ที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ อย่างตู้ชาร์จติดผนัง ระยะเวลาการชาร์จอยู่ที่ประมาณ 4-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกำลังของเครื่องชาร์จ ความจุแบตเตอรี่ และสเปคของรถ

การชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE เป็นการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสสลับด้วยเช่นกัน ระยะเวลาในการชาร์จประมาณ 12-15 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้คือ ระบบชาร์จรถ EV ที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งหากใครกำลังคิดจะซื้อรถไฟฟ้ามาใช้ก็ควรทำความรู้จักให้ดี เพื่อเป็นแนวทางการติดตั้ง หรือใช้งานตามสถานีบริการต่าง ๆ  ถึงแม้บ้านเราจะยังมีน้อยแต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะมีเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ เพื่อรองรับการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน